คำสอน และคติธรรม สำหรับครอบครัว

จากหนังสือ เรื่อง เมืองพิษณุโลก
 
พระนิพนธ์  สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ
 
            อันคนทั้งหลายผู้เกิดมาในโลกนี้ตามปรกติประเพณีจำต้องมีเกี่ยวข้องติดต่อกันเป็นธรรมดา เริ่มต้นแต่บิดามารดากับบุตร ญาติต่อญาติ มิตรสหายต่อมิตรสหาย เป็นต้น แต่ในระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้องกันนั้น บางท่านก็มีโชคเหมาะมีเคราะห์ดีเป็นบุญเป็นวาสนา ด้วยได้เกี่ยวข้องกันแต่คนที่ดีที่ชอบ เช่น มีบิดามารดา ก็มีที่น่ากราบไหว้บูชาเป็นอย่างยิ่ง เพราะท่านได้ทำอุปการคุณแก่บุตรธิดาตามหน้าที่จริง ๆ และทั้งในตนของท่านก็ยังมีคุณธรรมอย่างอื่นประจำอยู่ด้วย เช่น เป็นผู้ประพฤติดี ประพฤติชอบ ดำรงตนอยู่ในศีลธรรมอันงาม บุตรธิดาที่ได้บิดามารดาเช่นนี้นับว่า มีโชคเหมาะ ส่วนมารดาบิดาที่มีโชคเหมาะนั้น คือ ได้บุตรธิดาแต่ที่ว่านอนสอนง่ายได้อย่างใจ ไม่ทำให้เป็นที่เดือดร้อน มีจรรยามารยาทเรียบร้อย มีปัญญาเฉลียวฉลาด สามารถในกิจการนั้น ๆ ทำให้เป็นที่เชิดชูวงศ์สกุลให้เจริญรุ่งเรือง มารดาบิดาที่ได้บุตรธิดาชนิดนี้ชื่อว่า มีโชคเหมาะ ส่วนญาติที่มีโชคเหมาะนั้น คือ ได้ร่วมเป็นญาติกับท่านที่เป็นคนดีงาม มีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่ทอดทิ้งในเวลาทุกข์ยาก เช่น ในคราวป่วยไข้ เป็นต้น และเป็นผู้ที่มีเมตตากรุณา ควรจะสงเคราะห์อนุเคราะห์ต่อญาติได้ด้วยประการใดก็ประพฤติกระทำไปด้วยประการนั้น คนผู้ที่ได้ญาติเช่นนี้ชื่อว่า มีโชคเหมาะ ท่านที่มีโชคเหมาะเคราะห์ดีมีบุญวาสนาย่อมได้เกี่ยวข้องติดต่อกับคนที่ดีที่ชอบดังนี้ ส่วนผู้มีโชคดีเคราะห์ไม่ดีย่อมต้องเกี่ยวข้องกับคนที่ไม่ดี กล่าวคือ จะมีบุตรธิดาก็มีแต่เหลวไหล ทำให้เดือดเนื้อร้อนใจ ไม่รู้จักเคารพนับถือบิดามารดา จะมีญาติพี่น้องก็มีแต่ที่ไม่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีอัธยาศัยไม่เข้าพี่เข้าน้อง ดังนี้เป็นต้น เช่นนี้นับว่า มีญาติเป็นเคราะห์ร้าย มีโชคไม่เหมาะ

              แต่ในจำนวนคนที่เกี่ยวข้องกันนั้น ที่เป็นสำคัญชั้นที่หนึ่งก็คือ ในระหว่างมารดาบิดากับบุตร เพราะเป็นผู้ที่หาได้ยาก เมื่อหมดไปแล้วหาอีกไม่ได้ ผู้ที่เป็นสำคัญรองลงมานั้นก็คือ ระหว่างญาติต่อญาติ อันคนผู้เป็นญาติเป็นเชื้อสายเดียวกันแล้ว ตามปรกติธรรมดาความสุขทุกข์ย่อมเนื่องกระเทือนถึงกัน คนผู้เป็นญาติกัน แม้จะใกล้ไกลกว่ากันสักเพียงใด ถ้าเป็นเวลาปรกติซึ่งไม่ใช่คราวสุขทุกข์ บางผู้ก็ดูเหมือนเรื่อย ๆ เฉย ๆ กันไป แต่เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลง เช่น ได้รับส่วนอิฏฐารมณ์หรืออนิฏฐารมณ์ก็ตาม ความกระเทือนความรู้สึกของผู้เป็นญาติกันย่อมมักพลอยสุขทุกข์ไปด้วย ซึ่งต่างจากคนที่ไม่ใช่ญาติที่มิได้เกี่ยวข้องกัน ข้อนี้เปรียบเหมือนเถาวัลย์ซึ่งเจริญงอกงามขึ้นพันอยู่ตามต้นไม้หรือซุ้มรั้ว แม้จะมีกิ่งก้านสาขาทบพันกันไปสักเพียงไร เครือเถานั้นก็ชื่อว่า มีลำต้นเป็นอันเดียวกัน เมื่อจับฉุดเข้าเถาไหนก็ย่อมจะพลอยกระเทือนไปถึงเถาอื่นด้วย กล่าวคือ รั้งปลายกระเทือนถึงต้น รั้งต้นกระเทือนถึงปลาย รั้งส่วนอื่น ๆ ก็เป็นเช่นนั้น แต่จะกระเทือนมากหรือน้อยนั้นแล้วแต่เถาที่สำคัญหรือไม่สำคัญและอยู่ใกล้หรือไกล แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อมีใครจับฉุดเข้าที่เถาไหนก็ย่อมพากันกระเทือนไปหมด ถ้าไม่มีใครทำอันตราย เถาวัลย์เหล่านั้นต่างย่อมนิ่งเป็นปรกติ ข้อนี้ฉันใด ความเป็นไปในระหว่างคนผู้เป็นญาติซึ่งเป็นสัมมาจารีชนแล้วก็เป็นฉันนั้น อาศัยเหตุนี้ พระบรมโพธิสัตว์เจ้าแม้จะเสวยพระชาติเป็นอะไร ๆ มักปรากฏว่า มีพระทัยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เอาเป็นธุระแก่พระญาติเสมอมา จนถึงพระชาติครั้งสุดท้ายที่ได้ตรัสรู้พระโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ก็ยังทรงนับถือในพระประยูรญาติ เช่น ได้ทรงประทานประโยชน์พิเศษบางประการ อาศัยเหตุนี้เป็นปทัฏฐาน พระพุทธจรรยาประเภทนี้จึงมีปรากฏมาในพระคัมภีร์ มีนามเรียกว่า ญาตตฺถจริยา คือ ความประพฤติให้เป็นประโยชน์แก่พระญาติ จัดเป็นพระพุทธจริยาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประการหนึ่ง
Advertisements