สัมพันธ์ เลือดเนื้อ เชื้อสายตระกูล

แซ่ด่านสืบเชื้อสายมาจากตระกูลเฉิน

          เฉินจากภาษาจีนกลาง (เฉิน-แต้จิ๋วว่า ตั้ง) (เฉิน-ฮกเกี้ยนว่า ตั๊น) (เฉิน-ไหหลำว่า ด่าน) (เฉิน-กวางตุ้งว่า ฉั่น) (เฉิน-เวียดนามว่า ตรัน) คนแซ่เฉินวงตระกูลสืบสายเลือดมาจากพระเจ้าซุ่นตี้ คนจีนอีกหกแซ่ที่สืบสายจากพระเจ้าซุ่นตี้คือ เฉิน หู หยวน เหยา หวาง เถียนและซุน  รวมเชื้อสายพระเจ้าซุ่นตี้มีเจ็ดแซ่


          พระเจ้าซุ่นตี้ หรือชื่อเดิมซุ่น เป็นบุตรของกู่โส่ว ที่เกิดจากภรรยาหลวง เมื่อมารดาซุ่นเสียชีวิต กู่โส่วได้เมียใหม่และหลงมาก ยิ่งมีบุตรด้วยกัน ซุ่นถูกพ่อและเมียใหม่กระทำทารุณ แต่ซุ่นไม่ได้ตอบโต้ยังคงทำงานหนักและรับใช้สารพัด ยอมรับการกระทำโดยดุษณี ความมีน้ำใจของซุ่น ทำให้พระเจ้าเหยาผู้ครองแผ่นดินได้ทราบกิติศัพท์และโปรดให้ตามตัวซุ่นไปรับราชการตำแหน่งผู้ช่วยในพระองค์ เมื่อทดลองปฏิบัติงานระยะหนึ่งแล้ว พระเจ้าเหยาได้ยกพระธิดาสองพระองค์ให้เป็นคู่ครอง ซุ่นรับใช้จนเหยาตี้ชราภาพ ซึ่งได้สละราชสมบัติให้ซุ่นตี้ครองราชย์แทนเรียกว่า ซุ่นตี้  ผู้สืบสายพระเจ้าซุ่นตี้ต่อมาได้เป็นเจ้าเมืองเฉิน ใช้ชื่อเมืองเป็นต้นสกุลเฉินแต่นั้นมา   ลูกหลานเหลนอื่นๆของพระเจ้าซุ่นตี้คือ คนแซ่ หู เหยา หยวน หวาง เถียน และซุน   ซึ่งต่างถือว่ามีบรรพบุรุษคนเดียวกันคือ ซุ่นตี้

          เมืองเฉินปัจจุบันตั้งอยู่ที่ อำเภอหวายหยาง มณฑลเหอหนาน  เมื่อกุบไลข่าน หลานเจ็งกีสข่าน ได้สถาปนาราชวงศ์หยวน  ปกครองแผ่นดินจีนแล้ว ได้มีนโยบายให้ชาวมองโกลใช้แซ่แบบจีน พระองค์ได้เลือกใช้แซ่เฉิน เรียกตนเองว่า เฉินจี๋ซือฮั่น ลูกหลานเจงกีสข่านจึงใช้แซ่เฉินต่อมา ทั้งในมองโกลเลียและในจีน 

          คนแซ่เฉิน ที่มีชื่อเสียงในอดีต เช่น พระถังซำจั๋ง ชื่อเดิมพระภิกษุ เฉินยี ในสมัยราชวงศ์ถังได้เดินทางไปศึกษาศาสนาพุทธ และนำพระไตรปิฎกสู่จีน ถังซานจ้างหรือถังซำจั๋ง แปลว่า พระไตรรัตน์   คนต่อมาเฉินป้าเซียน ค.ศ. 503-559 ได้ตั้งราชวงศ์เฉินปกครองแผ่นดิน มีราชธานีที่นครกว่างโจ่ว มณฑลกวางตุ้ง มีลูกหลานสืบสาย 4 พระองค์จน ค.ศ.589 ก็ถูกผนวกกับราชวงศ์สุย    คนแซ่เฉินที่มีชื่อเสียงโด่งดังปัจจุบัน เช่น ดาราเฉินหลง (ดูอ้างอิง) และประธานาธิบดี เฉินซุยเปียน คนแซ่เฉิน ในไทย ที่สำคัญคือ ปรีดี พนมยงค์ พระพินิจชนคดี พิชัย รัตตกุล ชาตรี โสภณพานิช สุวิทย์ หวั่งหลี

          [p.] สกุลแซ่ในภาษาจีนกลางเทียบจีนไหหลำ 陳 เฉิน – ด่าน 雲 เยี๋วน – ฮุน 馮 ฝง – บ่าง 符 ฝู – ภู่ 韓 หาน – ห่าน 林 หลิน – ลิ้ม 吳 อู๋ – โง้ว 潘 พัน – พัว 顏 เยี้ยน – หง่าน 周 โจว – จิว 謝 เซี้ย – เตีย 黎 หลี – หล่อย (แซ่เฉินจีนแคะว่า เซี่ยงฉิน)

          [ดูอ้างอิง] เกี่ยวกับเฉินหลง ว่า ดาราฮ่องกงชื่อเฉิงหลง 成龙 ไม่ใช่เฉินหลง ที่แท้ไม่ได้แซ่เฉิน แต่แซ่ฝาง 房 ชื่อและแซ่เดิมของเขาคือฝางสื้อหลง 房仕龙 เกิดที่เมืองเฉินกั่ง 陈港 ใช้ชื่อในการแสดงภาพยนตร์ 艺名 ว่าเฉินเหวียนหลง 陈元龙 ภาษาอังกฤษเลยเป็น แจ๊คกี้ ชาง (เฉิง) เฉิงหลงมีภรรยาที่ถูกต้อง ชื่อหลิน (ลิ้ม) ฟ่งเจียว 林凤娇 มีบุตรชื่อฝางจู่หมิง 房祖名 (เพราะพ่อแซ่ฝางจึงใช่แช่ฝาง)

การอ้างอิง (1)(2)(3)(4)


          (1).ข้อมูลเฉินหลง เขาระบุชื่อและรูปถ่ายไว้ชัดเจน  มาจากหนังสือร้อยแซ่พันธุ์มังกร หน้า 132 ของคุณสุขสันต์ วิเวกเมธากรและทีมงาน สำนักพิมพ์ผู้จัดการ พิมพ์และจัดจำหน่ายโดยหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ราคาเล่มละ 800 บาท ไม่ได้ระบุปีที่พิมพ์ แต่ประมาณได้ว่าปี 1992 เพราะมีการอ้างข้อมูลประชากรจีนปี 1992


          (2).ข้อมูลกุบไลข่าน ใช้แซ่เฉินมาจากหนังสือเล่มเดียวกัน หน้า 301 


          (3).ข้อมูลเฉินป้าเซียน ระบุว่าเฉินป้าเซียน ค.ศ. 503-559 ได้ตั้งราชวงศ์เฉินปกครองแผ่นดิน มีราชธานีที่นครกว่างโจ่ว มณฑลกวางตุ้ง มีลูกหลานสืบสาย 4 พระองค์จน ค.ศ. 589 ก็ถูกผนวกกับราชวงศ์สุย   มาจากหนังสือคุณสุขสันต์ วิเวกเมธากร ชื่อคนแซ่เฉิน เป็นหนังสือร้อยแซ่พันธุ์มังกร ภาคพิเศษ พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ ภัคธรรศ (ต่อหน้า 2)  พิมพ์ครั้งที่ 1 มกราคม 2544 ราคา 90 บาท หน้า 75 ในหนังสือระบุว่า “….ปี ค.ศ. 549 เกิดเหตุไม่สงบ…..ขุนศึกก่อรัฐประหารยึดเมืองหลวงเจี้ยนคัง (ปัจจุบันคือนครหนานจิง)……และเฉินป้าเซียนยึดเจี้ยนคังคืนได้ปี ค.ศ.552…..ปี ค.ศ.555 เฉินป้าเซียนอัญเชิญพระญาติราชวงศ์เหลียงองค์หนึ่งขึ้นเป็นฮ่องเต้…..และได้ถอดฮ่องเต้สถาปนตนเองขึ้นเป็นฮ่องเต้ราชวงศ์เฉิน โดยตั้งราชธานีอยู่ที่นครกว่างโจว นับเป็นราชวงศ์เดียวที่ตั้งราชธานี อยู่นครกว่างโจว ปัจจุบันเป็นเมืองเอกของมณฑลกว่างตง เฉินป้าเซียตั้งตนเป็นฮ่องเต้ได้เพียง 2 ปีก็เสด็จสวรรคต ลูกหลานสืบราชสมบัติต่อมา 4 พระองค์ ก็สิ้นสุดลงเมื่อ ค.ศ. 589 ข้อความนี้ระบุในหนังสือข้างต้น หน้า 74-75


          (4).ข้อมูล เฉิงจี๋ซือฮั่น ชื่อนี้เป็นชื่อภาษามองโกล หมายถึงจอมข่านผู้ยิ่งใหญ่ …….คนไทยอ่านว่าเจ็งกีสข่าน….และหยวนสื่อจู่ กุบไลข่านหลานของเจ็งกีสข่าน…..ทรงมีพระราโชบายให้ชาวมองโกลใช้แซ่ตระกูลแบบชาวฮั่น โดยกุบไลข่านทรงเริ่มตั้งแต่พระองค์เป็นตัวอย่างและเลือกใช้แซ่ “เฉิน” อันมาจาก “เฉิง” ซึ่งเป็นคำแรกในพระราชสมัญญานามของ “เฉิงจี๋ซือฮั่น” ลูกหลานเหลนโหลน ฯลฯ ปัจจุบันของของเจ็งกีสข่านจึงใช้แซ่เฉินกันอย่างภาคภูมิใจ ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศจีน มองโกลเลีย ตลอดจนที่ใดๆในโลกนี้ซึ่งพวกเขาอพยพไปตั้งถิ่นฐานใหม่ ข้อความนี้ระบุไว้ในหนังสือ คุณสุขสันต์ วิเวกเมธากร ชื่อคนแซ่เฉิน เล่มเดียวกันเป็นหนังสือร้อยแซ่พันธุ์มังกร ภาคพิเศษ พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ ภัคธรรศ พิมพ์ครั้งที่ 1 มกราคม  2544 ราคา  90 บาท หน้า 70-71


เรื่อง ชาวจีนไหหลำ


          ชาวจีนไหหลำ หรือไห่หนาน(海南 Hainán) ในภาษาจีนกลางส่วนใหญ่อพยพมาจากทางตะวันออกเฉียงเหนือของมณฑลไหหหลำซึ่งเป็นเกาะ  ความที่เป็นชาวเกาะจึงมีความเชี่ยวชาญด้านการประมงและการเดินเรือ นอกจากนี้ก็มีความชำนาญด้านการเกษตร ป่าไม้และโรงเลื่อย เมื่อเดินทางมาไทยก็ตั้งถิ่นฐานอยู่ตามชายฝั่งทะเล และที่ราบลุ่มริมแม่น้ำสายต่าง ๆ เช่น แถบปากน้ำโพนครสวรรค์ บางส่วนเดินทางต่อขึ้นเหนือไปทำป่าไม้สักในภาคเหนือ เป็นต้นว่าที่ลำปาง ชุมชนไหหลำที่ปากน้ำโพเป็นชุมชนที่ใหญ่และมีศาลเจ้าของชาวจีน ไหหลำที่เป็นที่เคารพนับถือ คือ ศาลเจ้าโผ่โต้วเบี่ยว (婆主庙 Póózhu Miàào)และศาลเจ้าแม่ทับทิม (石榴娘娘庙Shííliu Niáángniang Miàào)


          ชาวไหหลำนับถือเจ้าแม่ทับทิม ซึ่งเป็นเทพีแห่งความเมตตาการุณย์ที่คอยช่วยคุ้มครองให้พ้นจากภัยพิบัติ ก่อนลงเรือเดินทางไปเมืองไทย ชาวจีนไหหลำจะกราบไหว้ขอพรเจ้าแม่ทับทิมให้เดินทางโดยปลอดภัยรอดพ้นจากภัยพิบัติตลอดการเดินทาง  เมื่อถึงเมืองไทยแล้ว ยังสร้างศาลเจ้าแม่ทับทิมขึ้นเป็นที่กราบไหว้บูชาและเป็นที่พึ่งทางใจ ศาลเจ้าแม่ทับทิมของชาวไหหลำที่เก่าและใหญ่ที่สุดในเมืองไทยคือ ศาลเจ้าแม่ทับทิมที่สามเสน (วิลาสวงศ์ ๒๕๔๘ : ๒๔๐-๒๔๑)


          ในระยะแรก ชาวจีนไหหลำที่อพยพมานั้นมีฐานะยากจน ไม่มีวิชาความรู้อื่นนอกจากการทำเกษตร จึงมักประกอบอาชีพที่ใช้แรงงาน และได้รวมตัวกันเพื่อช่วยเหลือสงเคราะห์กันในกลุ่มคนของตนเอง เช่นเดียวกับชาวจีนอพยพกลุ่มแต้จิ๋วและฮกเกี้ยน ชาวจีนไหหลำผู้ประกอบอาชีพที่ใช้แรงงานได้รวมตัวกันเป็นสมาคมเข่งดาว (琼岛会所Qióóng Dao Huììsuo) ส่วนผู้ที่ประกอบอาชีพด้านร้านอาหาร โรงแรมและงานบริการในภัตตาคารและโรงแรมก็รวมตัวกันเป็นสมาคมวุ้ยบ่วนเต้ (会文社Huììwéén Shèè) สมาคมทั้งสองนี้จะช่วยเหลือสงเคราะห์ชาวจีนไหหลำที่เพิ่งเดินทางมาถึงเมืองไทยในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะสมาคมวุ้ยบ่วนเต้จะช่วยเหลือตั้งแต่การหาที่พำนัก การเรียนรู้อาชีพ และหางานให้ทำในลักษณะระบบอุปถัมภ์  สมาคมทั้งสองนี้ได้รวมเข้าด้วยกันเป็นสมาคมไหหนำแห่งประเทศไทย (泰国海南会馆 Tààiguóó Haináán Huììguan)หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (วิลาสวงศ์ ๒๕๔๘ : ๒๔๐)

          ชาวจีนไหหลำที่มีความถนัดเรื่องทำอาหารได้ทำอาหารไหหลำขายจนเป็นที่รู้จักทั่วไป อาหารไหหลำซึ่งเป็นที่นิยมกันมากทั้งในชุมชนจีนเองและชุมชนไทย คือ ข้าวมันไก่ ขนมจีนไหหลำ จับฉ่ายไหหลำ ข้าวต้มไหหลำซึ่งเป็นข้าวต้มเนื้อที่แก่พริกไทยและขิง ซาลาเปาไส้ถั่วและขนมบัวะเกี่ย (糕子 gāozi)

          เนื่องจากพ่อครัวไหหลำรุ่นแรก ๆ มักทำงานเป็นพ่อครัวตามบ้านชาวตะวันตกแถบบางรัก สาทร และสีลม จึงมีความชำนาญในการปรุงอาหารฝรั่งด้วย พ่อครัวเหล่านี้เมื่อมีฐานะจนสามารถมีกิจการร้านอาหารของตนเองก็ได้นำความรู้ใหม่ ๆ ในการทำอาหารฝรั่งมาประยุกต์ทำเป็นอาหารฝรั่งแบบไหหลำ จนเป็นที่นิยมของลูกค้าที่ขึ้นชื่อคือ เนื้ออบและซีเต๊ก (Steak) ที่นำเนื้อบดมาทอดราดเกรวี่ (วิลาสวงศ์ ๒๕๔๘ : ๒๔๒)   นอกจากนี้ ชาวจีนไหหลำยังถนัดในการประกอบอาชีพอื่น ๆ เช่น เป็นช่างตัดเสื้อบุรุษ ช่างทอง ช่างทำเครื่องเรือน  และเป็นเจ้าของกิจการต่าง ๆ เช่น โรงเลื่อย โรงแรม โรงน้ำแข็ง ร้านกาแฟ

          ศิลปะการแสดงของชาวจีนไหหลำที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับหุ่นกระบอกไทย คือ หุ่นไหหลำ ซึ่งจัดแสดงกันในงานเทศกาลประจำปีที่ศาลเจ้าแม่ทับทิม หรือบางคราก็จัดแสดงเป็นการแก้บนในหมู่ชาวจีนไหหลำ หุ่นไหหลำ  โดยทั่วไปจะแสดงเรื่องชีวิตรัก โศก แต่มักลงเอยด้วยความสุข เช่น เรื่องชายหนุ่มที่เดินทางไปสอบจอหงวน ท่วงทำนองเพลงที่เล่นประกอบจะอ่อนหวานและนิยมใช้เครื่องดนตรีประเภทซอสองสาย ปี่ ฆ้อง และกลอง (วิลาสวงศ์ ๒๕๔๘ : ๒๔๓)

          ความสัมพันธ์ของหุ่นไหหลำกับหุ่นกระบอกไทยนั้น จักรพันธุ์ โปษยกฤตได้กล่าวไว้เมื่อเล่าถึงประวัติความเป็นมาของหุ่นกระบอกไทยว่า ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่จังหวัดนครสวรรค์ มีชาวอำเภอโกรกพระคนหนึ่งชื่อ นายเหน่ง นายเหน่งผู้นี้ได้ไปเห็นการแสดงหุ่นไหหลำ มีความชื่นชอบ  จึงได้แกะหุ่นที่มีหัวหุ่นแบบไทย แต่ตัวหุ่นมีกระบอกเป็นแกนเลียนแบบไหหลำ เวลาแสดงหุ่นนายเหน่งเป็นผู้ร้องและเชิดหุ่นเอง นายเหน่งมีเพื่อนชื่อตาตัด ที่เคยเชิดหุ่นอยู่กับนายเหน่ง แต่ภายหลังแยกตัวไปตั้งคณะหุ่นของตนเองที่บ้านเดิมในจังหวัดพิจิตร ตั้งชื่อคณะหุ่นว่า คณะตาตัดใน พ.ศ. 2435 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จไปทรงตรวจราชการหัวเมืองภาคเหนือ ในครั้งนั้นหม่อมราชวงศ์เถาะ พยัคฆเสนาซึ่งเป็นพี่เลี้ยงพระโอรสเสด็จในกรมฯซึ่งตามเสด็จไปด้วย ได้เห็นการแสดงหุ่นกระบอกของคณะตาตัดที่ผู้สำเร็จราชการเมืองสุโขทัยจัดหามาแสดงให้ชม หม่อมราชวงศ์เถาะเกิดติดใจคิดจะเล่นหุ่นกระบอกบ้าง และได้ทูลขอเงินจากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เพื่อนำไปทำหุ่นกระบอก ดังนั้นประมาณ พ.ศ. 2436 จึงเกิดหุ่นกระบอกที่เรียกว่า หุ่นคุณเถาะที่กรุงเทพฯ (วิลาสวงศ์ ๒๕๔๘ : ๒๔๓) 

Advertisements