Stories Thailandia Center

ตถาคตพล* เปรียบด้วย รามายนา

 ดังคาถาประพันธ์ที่โบราณกาจารย์ทั้งหลายกล่าวอย่างนี้ว่า

      ตระกูลช้าง ๑๐  ตระกูล  นี้คือ

                           กาฬาวกะ  ๑                              คังเคยยะ  ๑                              ปัณฑระ  ๑                              ตัมพะ๑                           ปิงคละ  ๑                              คันธะ  ๑                             มังคละ  ๑                              เหมะ  ๑                           อุโบสถ  ๑                             ฉัททันตะ  ๑.

 ก็ตระกูลแห่งช้าง ๑๐ ตระกูลเหล่านี้.  ในตระกูลช้างเหล่านั้น  พึงเห็นตระกูลช้างธรรมดาว่า กาฬาวกะ.
      กำลังกายของบุรุษ ๑๐ คน  เท่ากับกำลังช้างกาฬาวกะ ๑ เชือก.     
      กำลังของช้างกาฬาวกะ  ๑๐ เชือก   เท่ากับกำลังช้างคังเคยยะ  ๑ เชือก.
      กำลังช้างคังเคยยะ ๑๐  เชือก เท่ากับกำลังช้างปัณฑระ  ๑ เชือก. 
      กำลังช้างปัณฑระ  ๑๐ เชือก  เท่ากับกำลังช้างตัมพะ  ๑  เชือก.  
      กำลังช้างตัมพะ  ๑๐  เชือก  เท่ากับกำลังช้างปิงคละ  ๑  เชือก.     
      กำลังช้างปิงคละ  ๑๐  เชือก  เท่ากับกำลังช้างคันธะ ๑ เชือก.    
      กำลังช้างคันธะ  ๑๐ เชือก    เท่ากับกำลังช้างมังคละ ๑ เชือก.
      กำลังช้างมังคละ  ๑๐ เชือก   เท่ากับกำลังช้างเหมวัต  ๑ เชือก.   
      กำลังช้างเหมวัต  ๑๐ เชือก   เท่ากับกำลังช้างอุโบสถ ๑  เชือก.   
      กำลังช้างอุโบสถ ๑๐ เชือก  เท่ากับกำลังช้างฉัททันตะ ๑  เชือก.     
      กำลังช้างฉัททันตะ  ๑๐ เชือก   เท่ากับกำลังพระตถาคต ๑ พระองค์.
 *ตถาคตพละนี้นั้นเทียวเรียกว่ากำลังรวมของพระนารายนะบ้าง. กำลังนี้นั้น เป็นกำลังช้างพันโกฏิ  ด้วยการนับช้างธรรมดา เป็นกำลังบุรุษสิบพันโกฏิ  ด้วยการนับบุรุษ.  นี้เป็นกำลังกายของพระตถาคต….   *ความจาก ฉบับ มมร. เล่ม ๑๘ หน้า ๗๓ ,๗๔ บรรทัดที่ ๑๒-๒๔ ,๑-๕

คำอธิบาย

          รามเกียรติ์ เป็นวรรณคดีที่มีความผูกพันอยู่กับวิถีชีวิตไทยแต่โบราณกาล ปรากฏเป็นชื่อบ้านนามเมือง มงคลนาม หรือมีอิทธิพลสอดแทรกอยู่ในวรรณคดีและตำนานต่างๆ เช่น ในหลักศิลาจารึกหลักที่ 1 ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชด้านที่ 3 ได้กล่าวถึง สถานที่ชื่อถ้ำพระราม แม้แต่ธรรมเนียมนิยมในการขนานพระนามของพระมหากษัตริย์ว่า พระรามาธิบดี พระราเมศวร พระนารายณ์ การตั้งชื่อบ้านนามเมือง เช่น อยุธยา บึงพระราม ก็ล้วนได้รับอิทธิพลจากรามเกียรติ์ทั้งสิ้น

การเผยแพร่วัฒนธรรมของอินเดียสู่แดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

           รามเกียรติ์ มิใช่วรรณกรรมท้องถิ่นดั้งเดิมของไทย หรือของดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากแต่มีที่มาจาก “รามายณะ” ของอินเดีย ซึ่งจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ดินแดนแถบนี้ได้มีการติดต่อกับชาวอินเดีย ราวพุทธศตวรรษที่ 7 – 8 เนื่องจากดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีสินค้าที่ชาวอินเดียต้องการ คือ เครื่องเทศ ยางไม้หอม และไม้หอม เป็นต้น การติดต่อค้าขายนี้มีผลพวงที่ตามมา คือการติดต่อเผยแพร่ทางอารยธรรม มีทั้งที่ชาวอินเดียเป็นผู้นำมาเผยแพร่โดยตรง รับผ่านจากประเทศข้างเคียง และจากการที่คนในดินแดนนี้เดินทางไปศึกษาในอินเดีย และรับเอาอารยธรรม ความรู้ และตำราต่างๆ มาเผยแพร่

          รามายณะ เริ่มเข้าสู่ประเทศไทยเมื่อใดไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัด แต่เข้าใจว่าพ่อค้าชาวอินเดียคงเป็นผู้นำมาเผยแพร่ในไทย แต่แรกคงมาในรูปแบบของการถ่ายทอดทางมุขปาฐะ คือเป็นการเล่า “นิทานเรื่องพระราม” และต่อมาจึงได้จดจารลงเป็นวรรณกรรมของไทย ซึ่งการจดจารนี้มิใช่เป็นการคัดลอก แต่เป็นการประพันธ์ขึ้นใหม่ตามฉันทลักษณ์ร้องกรองไทย และเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบเนื้อเรื่องของรามเกียรติ์กับรามายณะแล้ว พบว่ารามเกียรติ์ของไทยมีรายละเอียดเนื้อหาไม่ตรงกับรามายณะฉบับหนึ่งฉบับใดโดยเฉพาะ แต่มีความพ้องกับรามายณะของอินเดียหลายฉบับ และมีบางส่วนพ้องกับรามายณะของประเทศเพื่อนบ้าน เข้าใจได้ว่ารามเกียรติ์ของไทยคงมิได้ถ่ายทอดจากรามายณะฉบับใดโดยตรง หากแต่ประมวลเอาเนื้อเรื่องจากสำนวนต่างๆ โดยคัดเลือกในส่วนที่เหมาะสมกับวัฒนธรรม อุปนิสัยและวิสัยทัศน์ของคนไทย


          รามายณะเผยแพร่เข้าสู่ประเทศไทยมีทั้งที่มาจากอินเดียโดยตรง หรือผ่านชาติเพื่อนบ้าน เช่น ชวา มลายู โดยมีการเผยแพร่เข้ามาเป็นระยะๆ มิได้มาในครั้งเดียว ทั้งในรูปแบบของวรรณกรรมมุขปาฐะและวรรณกรรมลายลักษณ์ จึงทำให้เนื้อเรื่องผิดเพี้ยนไปบ้าง โดยสรุปรามเกียรติ์ของไทยมีแหล่งที่มาดังนี้

แหล่งที่มาของรามเกียรติ์
  1. นิทานเรื่องพระราม เป็นนิทานพื้นบ้านที่ชาวอินเดียจำได้ติดปากติดใจ มีความเก่าแก่ก่อนรามายณะของวาลมิกิ
  2. รามายณะของวาลมิกิ เนื้อเรื่องส่วนใหญ่ของรามเกียรติ์รับจากรามายณะฉบับนี้ แต่ได้มีการดัดแปลง ตัดทอน และนำเนื้อเรื่องของรามายณะฉบับอื่นมาเพิ่มเติมด้วย เช่น
    • ตอนอภิเษกพระรามกับนางสีดา ในฉบับนี้ พระลักษมณ์ได้อภิเษกกับนางอุรมิลาน้องนางสีดา พระภรต (ไทย : พรต) พระสัตรุดอภิเษกกับนางมาณฑวีและนางศรุตกีรติ หลานท้าวชนกตามลำดับ ซึ่งในรามเกียรติ์ของไทยไม่มี แต่กลับมีการเพิ่มรายละเอียดปลีกย่อยจากฉบับทมิฬเข้าไป เพื่อเพิ่ม “รส” ให้วรรณกรรม คือ ให้พระรามได้สบตากับนางสีดาตอนยกศร
    • ในรามเกียรติ์ของไทย นางสวาหะถูกนางกาลอัจนาสาปให้ “ยืนตีนเดียวเหนี่ยวกินลม” เพราะโกรธที่ไปบอกความจริงกับพระฤๅษีโคดม แต่ในฉบับของวาลมิกินี้ นางกาลอัจนาเป็นผู้ถูกฤๅษีโคดมสาป เป็นต้น
  3. รามายณะของอินเดียตอนใต้ ได้แก่ รามายณะของทมิฬและรามายณะของเบงคลี จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่าชาวอินเดียส่วนใหญ่ที่ติดต่อกับชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นชาวอินเดียตอนใต้ ดังนั้น รามเกียรติ์ของไทยจึงรับเอาอิทธิพลมาจากรามายณะของอินเดียตอนใต้ไว้ด้วย เนื้อเรื่องในรามเกียรติ์ของไทยที่ต่างจากฉบับของวาลมิกิ ส่วนใหญ่พบว่าตรงกับฉบับของทมิฬและเบงคลีนี้ เนื้อเรื่องในรามเกียรติ์ที่พ้องกับฉบับนี้ แต่ไม่พบในฉบับวาลมิกิ เช่น
    • เทพบริวารของพระนารายณ์อวตารมาเกิดเป็นพระพรต พระสัตรุด และพระลักษมณ์
    • เรื่องของนางมณีเมขลาและรามสูร
    • พระรามกับนางสีดาสบตากันตอนยกศร
    • พระมงกุฎและพระลบลองศร
    • พระรามรบกับพระมงกุฎ
    ฯลฯ

    จะเห็นได้ว่าเนื้อเรื่องส่วนที่เพิ่มเติมมานี้ ไทยเรารับเอามาเพื่อช่วยชูรสรามเกียรติ์ให้สนุกสนานขึ้น

  4. หนุมานนาฏกะ เนื้อเรื่องรามเกียรติ์ที่ตรงกับหนุมานนาฏกะแต่ไม่มีในฉบับวาลมิกิ เช่น
    • ตอนหนุมานถวายแหวน แต่ในรามเกียรติ์ฉบับของไทยเพิ่มตอนหนุมานลองฤทธิ์กับฤๅษี
    • ตอนนางลอย
    • ตอนจองถนน แต่ในรามเกียรติ์ฉบับของไทยเพิ่มเนื้อเรื่องให้หนุมานวิวาทกับนิลพัท และเพิ่มตอนหนุมานกับนางสุวรรณมัจฉา
    • ตอนหอกโมกขศักดิ์
    • ตอนศรพรหมาสตร์ มีตอนอินทรชิตแปลง และหนุมานหักคอช้างเอราวัณ (ไม่มีในฉบับวาลมิกิ)
    • ตอนมณโฑหุงน้ำทิพย์
    • ตอนหนุมานถวายตัวกับทศกัณฐ์
  5. หิกะยัตศรีราม ของมลายู เช่น ตอนนางสีดาทิ้งแหวนลงในปากนกจตายุ (ไทย : สดายุ) เพื่อแสดงว่ามหาราชาราวณะ (ไทย : ทศกัณฐ์) ลักนางมา
  6. วิษณะปุราณะ ไทยรับมาในเรื่องเกี่ยวกับการกำเนิดตัวละคร
  7. รามายณะสันสกฤต ฉบับองคนิกาย เนื้อเรื่องที่พ้องกับของไทยคือ ตอนพระมงกุฎพระลบ
  8. ส่วนที่ไทยแต่งเติม โดยเพิ่มเติม คติชีวิต วัฒนธรรม ประเพณีแบบไทยๆ ซึ่งไม่พบในฉบับอื่น เช่น
    • การฆ่าหนุมานด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ใส่ครกตำ ให้ช้างแทงและฟันแทงด้วยอาวุธ เป็นต้น
    • การปูนบำเหน็จทหารด้วยการให้นางกำนัล ทรัพย์ศฤงคาร ผ้าชุบสรง ในรามายณะมีเพียงการชมเชยเท่านั้น
    • หนุมานดับไฟที่หางด้วยน้ำบ่อน้อยหรือน้ำลาย แต่รามายณะดับด้วยน้ำในมหาสมุทร
    • ให้พระอินทร์ลงมาช่วยพระรามแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ถึง 5 ครั้ง
    • ทศกัณฐ์ถอดดวงใจ และกล่องดวงใจของทศกัณฐ์
    ฯลฯ
วรรณกรรมรามเกียรติ์ยุคก่อนฉบับพระราชนิพนธ์ รัชกาลที่ 1

วรรณกรรมเรื่องรามเกียรติ์ที่แต่งขึ้นก่อนพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ไม่รวมวรรณกรรมท้องถิ่น ได้แก่

  1. นิราศสีดา หรือราชาพิลาปคำฉันท์
  2. บทละครเรื่องรามเกียรติ์ สมัยอยุธยา ตอนพระรามประชุมพล – องคตสื่อสาร
  3. คำพากย์เรื่องรามเกียรติ์ สมัยอยุธยา ตอนนางสำมนักขายอโฉมนางสีดา – กุมภกรรณล้ม
  4. รามเกียรติ์คำฉันท์ สมัยอยุธยา จำนวน 4 เล่มสมุดไทย
  5. โคลงทศรถสอนพระราม พระราชนิพนธ์ ใน สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
  6. โคลงพาลีสอนน้อง พระราชนิพนธ์ ใน สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
  7. บทละครเรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ ใน สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มี 4 ตอน คือ ตอนหนุมานเกี้ยวนางวานริน ตอนท้าวมาลีวราชว่าความ ตอนทศกัณฐ์ตั้งพิธีทรายกรด และตอนพระมงกุฎ

    เมื่อพิจารณาดูวรรณกรรม “รามเกียรติ์” สมัยก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ที่หลงเหลืออยู่ จะเห็นได้ว่าจะหาฉบับที่สมบูรณ์ครบถ้อยกระบวนความมิได้ เพราะชำรุดเสียหายจากภัยสงครามเมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำนุบำรุงวรรณกรรมของชาติไว้ให้เป็นสมบัติของอนุชนรุ่นหลังสืบไป และเพื่อเป็นสิ่งแสดงความเจริญของบ้านเมือง ดังความใน “ตำนานละครอิเหนา” พระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพว่า


              “การมหรสพต่างๆ ซึ่งเสื่อมทรามแต่ครั้งเสียกรุงเก่ามากลับมีบริบูรณ์ขึ้น เมื่อในรัชกาลที่ 1 กรุงรัตนโกสินทร์ เพราะพระบาทสมเด็จฯ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพยายามก่อกู้การทั้งปวงโดยมีพระราชประสงค์จะให้กรุงเทพมหานคร รุ่งเรืองเหมือนเมื่อครั้งบ้านเมืองดีอยู่แต่ก่อน แม้เครื่องมหรสพเป็นต้นว่าโขนหุ่นของหลวงก็โปรดให้หัดขึ้นทั้งฝ่ายวังหลวงและวังหน้า แต่ละครผู้หญิงนั้นมีแต่ในพระราชวังหลวงแห่งเดียวตามแบบกรุงเก่า บทละครในที่ขาดหายไปแต่ก่อน ก็โปรดให้ขอแรงพระราชวงศานุวงศ์ และข้าราชการที่เป็นกวีสันทัดทางบทกลอน ช่วยกันแต่งถวาย ทรงตรวจแก้ไข แล้วตราเป็นบทพระราชนิพนธ์ไว้เป็นต้นฉบับสำหรับพระนครครบทุกเรื่อง มีเรื่องรามเกียรติ์ 116 เล่มสมุดไทย เรื่องอุนรุท 18 เล่มสมุดไทย เรื่องดาหลัง 32 เล่มสมุดไทย เรื่องอิเหนา 32 เล่มสมุดไทย”


    บทพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์นี้ ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้น เมื่อวันขึ้น 2 ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะเส็ง จุลศักราช 1159 (พ.ศ. 2340) โดยทรงแสดงพระราชปณิธานไว้ในบทร่ายเกริ่นนำเรื่อง …

— คำอธิบายจากห้องสมุดวชิรญาณ รูปภาพประกอบเรื่องจาก wikimedia

Advertisements